Monday, August 27

วิธีการเรียนภาษาได้เร็ว สไตล์บัณฑิต

เมื่อสักครู่มีแฟนหนังสือคนหนึ่งเขียนมาถามว่า เรียนภาษาอังกฤษอย่างไรดี ผมตอบไปแล้วคิดว่า ที่เขียนน่าจะมีประโยชน์ต่อคนไทยคนอื่น จึงนำมาแบ่งปันทิปที่ "เวิร์ค"สำหรับผมผมเป็นคนคลั่ง (ชอบ) เรียนภาษาอยู่แล้ว โดยเฉพาะภาษายุโรป พอเรียนภาษาที่สาม สี่ ห้า ก็ยิ่งเริ่มจับวิธีได้ ยิ่งเรียนเป็นเร็วขึ้น

แฟนหนังสือคนนั้นเขาถามว่า เรียนภ.อังกฤษที่สถาบันไหนดี ผมตอบได้เลย เรียน

ด้วยตนเองนั่นแหละ ดีที่สุด สนุกที่สุด ประหยัดที่สุด เสียเวลาน้อยที่สุด

ลองอ่านกันดูนะครับ......

อยากเรียนภาษาอังกฤษเร็วไหม นี่คือความลับของผม ที่ผมใช้เรียนภาษาอังกฤษ อิตาเลียน เยอรมัน ฝรั่งเศส

1. ซึมซับเยอะๆ (IM-press your mind)
...a. อ่านหนังสือแนวที่ตนชอบเป็นภาษาอังกฤษ วิธีนี้คุณทำสิ่งที่ชอบกับซึมซับ Grammar โดยธรรมชาติ ไม่ต้องไปท่องให้เสียเวลา
...b. เอาเทปเจ้าของภาษามาฟังซ้ำไปซ้ำมา แล้วพูดตาม พยายามดัดสำเนียงให้คล้ายที่สุด
...c. ดูหนังและ ทีวีภาษาที่คุณต้องการเรียน (วิธีนี้จะช่วยให้คุณเรียนเร็วมาก เพราะสนุกไปด้วย เทคนิคคือ เลือกทีวีและหนังที่คุณชอบอยู่แล้ว อะไรที่ทำแล้วสนุกจะจำได้เร็วกว่า และธรรมชาติมากกว่า เด็กๆในยุโรป รู้สองสามภาษาโดยธรรมชาติ เพราะเขารับทีวีได้จากประเทศเพื่อนบ้าน)

2. ใช้เยอะๆ (EX-press )
...a. พูด... เจอหน้าเจ้าของภาษาก็พูดทันที ไม่กลัวผิดถูกไวยากรณ์ ขอแค่สื่อสารได้ก็พอ เอาสนุกเข้าไว้
ไวยากรณ์ปรับทีหลังได้ ใช้ภาษาบ่อยเข้าก็ค่อยๆปรับไป ไปนั่งท่องgrammar ไม่ค่อยเวิร์ค และไม่สนุกด้วย ไม่ได้ใช้แป๊ปเดียวก็ลืม
...b. เขียน....ตรงนี้เป็นที่เดียวจริงๆที่คุณอาจต้องการครูเป็นเจ้าของภาษา ลองเขียนก่อนแล้วให้เขาช่วยบอกว่า จะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร

สำหรับผม ไม่ว่าสถาบันไหน ก็สู้เราเรียนด้วยตนเองไม่ได้ ประหยัดเงินอีกต่างหาก และไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปไหน เอาเวลาที่เดินทาง มาฝึกเพิ่ม

ขอให้สนุกกับการเรียนภาษาครับ

บัณฑิต อึ้งรังษี

Tuesday, March 13

อำนาจอยู่ที่ตัวบุคคลแล้ว

วันนี้ผมอ่านหนังสือเล่มใหม่ อยากแบ่งปันข้อความหนึ่ง เพราะเป็นสิ่งที่ผมคิดมานาน แล้วก็สรุปว่า ใช่ อยากสื่อให้เพื่อนๆฟัง แต่พอได้อ่านนักเขียนที่ชื่อว่า Robert Crayola (หนังสือเขารวบรวมไอเดียเจ๋งๆ ที่ล้ำยุค สรุปจากนักคิดทั่วโลก) ก็ยิ่งแน่ใจมากขึ้นไปอีก ไอเดียนี้ ผมเชื่อว่าจริง สำหรับโลกยุคใหม่นี้
บางครั้ง คุณอาจคิดว่า คุณ "หัวเดียวกระเทียมลีบ" คนเล็กๆคนเดียวจะไปสู้อะไรกับสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่ดูเหมือน "ใหญ่" แต่เพราะอินเตอร์เน็ต โลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว อำนาจมาอยู่ท่ี่ตัวบุคคล
Robert Crayola เขียนไว้ดังนี้

"ผู้นำต่างๆในประวัติศาสตร์ แทบจะไม่ใช่พวกผู้นำทางรัฐบาล
คำจำกัดความที่ดีที่สุดที่ผมเคยได้ยิน ของคำว่า ผู้นำ คือ: คนที่มีอิทธิพลต่อคนอื่น (หรือสามารถจูงใจคนอื่น ผู้คนให้ความเชื่อถือ - บัณฑิตคอมเม้นต์)
ในแง่นั้น ลีโอนาร์โด ดา วินชี่ (ศิลปิน) หรือ ชาร์ลส ดิกเก้นส์ (นักเขียน) ก็เป็นผู้นำที่ใหญ่กว่านักการเมืองที่ไหน
ต้องขอบคุณอินเตอร์เน็ต เรากำลังเห็นผู้นำเล็กๆมากขึ้นๆ ที่กำลังร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ทุกๆคนมีเสียงของตนเองแล้ว และถ้าคุณมีสิ่งที่มีคุณค่ามาพูด คุณก็สามารถเป็นผู้นำได้"

เพราะอินเตอร์เน็ต โลกนี้มีความเป็น "ประชาธิปไตย"มากขึ้น
ไม่จำเป็นอีกแล้ว ที่ศิลปินต้องไปพึ่งค่ายใหญ่ๆ ไปขอร้องให้เขาสนับสนุนตน
นักดนตรี นักเขียน ศิลปิน สามารถนำเสนอผลงานของตนเอง ตรงสู่สายตา (หรือหู) ประชาชนได้โดยตรงเลย
ซึ่งในสมัยก่อนหน้าอินเตอร์เน็ต ศิลปินทำแทบไม่ได้ ถ้าค่ายเพลงไม่เอาด้วย เขาก็จบ ไส้แห้ง

นี่คือ แนวโน้มที่โลกกำลังวิ่งอยู่ทุกวัน และจะเร็ว + เข้มข้นกว่านี้เยอะ

สรุปของผมคือ คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่า คุณต้องพึ่งองค์กรใหญ่ๆ ต้องได้รับการยอมรับจากเขา ถึงจะลืมตาอ้าปากได้
อย่าไปคิดว่า ค่ายใหญ่ๆ นักการเมือง ฯลฯ มีอำนาจมากกว่าคุณ
อินเตอร์เน็ต ทำให้ทุกคนเท่ากันหมด เป็นประชาธิปไตย
ถ้าคุณมีของดี แล้วค่อยๆหาวิธีที่จะสื่อสารกับคนที่มีอุดมคติเดียวกัน
คุณก็สามารถเป็นผู้นำได้

เมืองไทยอาจจะล่าช้ากว่าชาติอื่นๆหน่อย ในเรื่องการพัฒนาการทางอินเตอร์เน็ต เพราะอัตราการใช้สื่อนี้ยังต่ำกว่าหลายชาติ
แต่นี่คือ วิถืของโลกสมัยใหม่ และเมืองไทยก็ค่อยๆไล่ตาม


สนใจไอเดียใหม่ๆ ข้อมูลที่จะให้คุณสำเร็จในโลกสมัยใหม่ พบกับผมได้ในสัมมนา TOP OF THE FIELD วันที่ 1 เมษายน นี้
รายละเอียด ที่ www.bundit.org

Wednesday, August 10

ตอบโต้อย่างไรกับคนทางลบ (ตอบคำถามแฟน)

"คุณบัณฑิตเคยบอกว่า เราเป็นคนควบคุมความคิดของเราเอง ถ้าหากว่า ความคิดหรือ อารมณ์ลบๆ นั้นเกิดจากการกระทำใครบางคนทำให้เราโมโห หรือไม่พอใจ บางครั้ง มันยากต่อการมองให้เป็นบวก คุณบัณฑิตมีคำแนะนำสำหรับการจัดการทางอารมณ์และความคิดของตัวเราเองในขณะนั้นมั้ยคะ"

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า อารมณ์ของเรา ไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำหรือวาจาคนอื่น

และการเอาชนะ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับความ “ยาก ง่าย” อย่างที่คุณคิดเลยด้วยซ้ำ

ตัวอย่างที่ 1

สมมติว่า ผมขับรถคุยกับครอบครัวอย่างมีความสุข อยู่ดีๆก็มีอันธพาลขับรถมอเตอร์ไซค์มาข้างๆ แล้ว"ยกนิ้วกลาง"ให้

สมมติอีกว่า ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การยกนิ้วกลางให้คนอื่น มีความหมายว่าอย่างไร
เป็นสัญลักษณ์ของฝรั่ง หรือวัฒนธรรมไหนก็ไม่รู้
ในบางประเทศ อาจหมายความว่า “เอ็งเก่ง” ก็ได้
พูดง่ายๆ...


การยกนิ้วกลางนั้น “ไม่มีความหมาย” สำหรับคุณ
ผมต้องโกรธด้วยหรือ แค่เขาใช้สรีระของร่างกายทำอะไรแปลกๆ กับมือของเขา
คุณเคยคิดไหมว่า มันตลกมาก ที่คนอื่นยกนิ้วกลางให้ แล้วเราต้องโกรธ หรือรู้สึกไม่ดี

เขามีอำนาจมากไปแล้วมั้ง!

เขาลงทุนแค่เลื่อนนิ้วนิดเดียว ก็ทำให้เราขาดความสุขสงบไปได้ชั่วครู่ หรือโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
บางคน สามสี่วันยังกลับมาคิดแล้วโมโหได้เป็นระยะๆ เสียเวลารวมๆกันไปหลายชั่วโมง
เสียสุขภาพจิตอีกต่างหาก
ส่วนเจ้ามอเตอร์ไซค์คนนั้น ขับรถต่อไปอย่างไม่รู้ไม่ชี้
ถ้าเขารู้ว่า เขามีอำนาจขนาดทำให้คุณเสียเวลาเสียสุขภาพจิตได้ขนาดนั้น เขาคงสะใจมาก

ผมไม่มีทางให้คนอื่นมีอำนาจเหนือผมขนาดนั้นหรอก

และคุณก็ไม่ควรให้คนอื่นมีอำนาจเหนือคุณได้

Ignore them! จงเพิกเฉยใส่คนแบบนั้น

สิ่งทางลบที่คนอื่นทำ มัน“ไม่มีความหมาย”สำหรับคุณเลย
จิตวิญญาณของคุณ ใหญ่เกินไปที่จะมาสนใจเรื่องไร้สาระแบบนั้น
คุณมีเรื่องสำคัญๆต้องคิดเยอะแยะ มีความฝันใหญ่ที่กำลังปั้นให้สำเร็จอยู่
ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเล็กๆ ของคนลบๆ

สรุป สังเกตว่า...
การกระทำหรือวาจาทางลบของคนอื่น ไม่ใช่สาระสำคัญ
สำคัญที่ “ความหมาย”ที่ เราเองเป็นคนให้
เน้น “เราเอง” เป็นคนให้
ฉะนั้น “เราเอง” เป็นคนควบคุม
“เราเอง” ก็เลือกที่จะให้ความหมายใหม่กับมัน ก็หมดเรื่อง

ผมก็คิดซะว่า การยกนิ้วกลาง (หรือการกระทำ วาจาทางลบของคนอื่น) เป็นคำชม
แล้วก็อาจยิ้มตอบ
หรือถ้าจิตวิญญาณคุณสูงส่งมากๆ (วิทยายุทธขั้นปรมาจารย์)
คุณก็ “อวยพร”ให้เขา ส่งความรักให้เขา
แล้วก็รีบกลับไปคิดเรื่องสร้างสรรค์อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างที่ 2 พรุ่งนี้

Saturday, July 30

บัณฑิตตอบคำถาม

คุณบัญฑิตค่ะ มีคำถามค่ะ
1.คนเราสามารถมีหลายความฝันได้ ใช่เปล่าค่ะ
2.ถ้าสามารถทำ อันหนึ่งสำเร็จ ก็สามารถ วิ่งตามความฝันอันต่อไปได้ใช่เปล่าค่ะ

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ สำหรับคำตอบ


บัณฑิตตอบ:

มีคนถามผมเรื่องนี้หลายคนแล้ว
ต้องให้ความกระจ่างสักหน่อย

สิ่งนี้มีคนเข้าใจผิดกันเยอะ
ที่เข้าใจผิดอย่างแรงคือคิดว่า
การที่ความปรารถนา หรือความฝันของเราจะเป็นจริงนั้น มันต้องเกิดจากการออกแรงอย่างหนักของเราเพียงอย่างเดียว

ซึ่งไม่จริงแม้แต่นิดเดียว

จักรวาลนี้มีแต่ความมั่งคั่ง
ไม่เคยมี “ข้อจำกัด” สำหรับความฝัน
คุณจะปรารถนาสิ่งที่...
ใหญ่แค่ไหนก็ได้
เยอะแค่ไหนก็ได้

ผมขอย้ำอีกที...
ใหญ่แค่ไหนก็ได้
เยอะแค่ไหนก็ได้


และความฝันบางอย่าง แค่เราตั้งจิต และคิดถึงมันบ่อยๆ
องค์ประกอบของการทำความฝันนั้นให้เป็นจริง จะถูกดึงดูดเข้ามาหาเราเอง

ถ้าเรา ต้องไปทำให้ความฝันแต่ละอย่าง เกิดเองหมดทุกอย่าง
ผลก็คือ...
1. จะมีแต่สิ่งเล็กๆ
2. จะเหนื่อย
3. จะทำได้น้อย ในหนึ่งชีวิต

แต่…

ถ้าคุณรู้จักการใช้พลังแห่งจิตใต้สำนึก
และรู้จัก กฎพ่อและกฎแม่แห่งความโชคดี (ดูหนังสือ 30 วิธีเอาชนะโชคชะตา)
คุณจะ “ออกแรงน้อย ได้ผลมาก”

ด้วยความปรารถนาดี

บัณฑิต อึ้งรังษี

Monday, March 21

ขอเชิญฟังมินิ-สัมมนาฟรี “คบบัณฑิต” กับบัณฑิต อึ้งรังษี

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน 2554


ผมขอเชิญคนที่รักการพัฒนาตนเอง(เหมือนผม)ทุกคน มาฟังและชมกันครับ

ปีละครั้ง ผมอยากพบปะพูดคุยกับเพื่อนๆ แฟนๆ หรือบุคคลทั่วไปที่รักการพัฒนาตนเองอย่างเป็นกันเอง ตอบคำถาม แจกลายเซ็นหนังสือและซีดี ถ่ายรูปด้วยกัน นำเสนอไอเดียและวีดีโอ พูดแบ่งปันให้ฟังในเรื่องที่ผมสนุก รัก และอยากแบ่งปันกับแฟนๆชาวไทย โดยหวังว่าจะเป็นประโยขน์

เป็นเนื้อหาบางอย่างที่ผมเคยนำเสนอใน Inspirational show ในหลายหัวข้อให้กับองค์กรต่างๆในสี่ห้าปีที่ผ่านมา แบ่งปันให้แฟนๆฟังแบบฟรีๆ (เฉพาะแก่นๆ)

ไม่หวง ถ้าใครอยากนำวีดีโอหรือเทปมาอัดเสียงหรือภาพเพื่อเผยแพร่ ได้เต็มที่
จะมีคุยถึงหนังสือเล่มใหม่ “สำเร็จก่อนใคร” ด้วย (ถือโอกาสเป็นการเปิดตัวแบบเล็กๆด้วยเลย)

แฟนๆคนไหน อ่านแล้วมีคำถามจากหนังสือเล่มไหนทั้ง 7 เล่มของผมก็ตาม มาถามกันได้ครับ จะได้ตอบให้ทุกคนฟังด้วย

อยากให้เป็นบรรยากาศแบบสนุกๆ เหมือนครอบครัวคุยกันที่บ้าน
เป็น Free Preview ของ Inspirational Show ที่ผมอยากทำในอนาคต
เน้นไปที่ความรู้ แต่อยากให้ได้ความบันเทิงด้วย (จะได้จำได้ง่ายขึ้น)
ใครไปงานหนังสือวันนั้น ก็ขอเชิญครับ

หัวข้อที่ผมจะพูดคร่าวๆ

**ทำอย่างไร ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น
**“ขี้เกียจ” อย่างไร ให้ถูกวิธี (พยายามหาวิธีที่ง่ายที่สุด ในการบรรลุเป้าหมายได้เร็วที่สุด –ผมทำประจำ)
**ใช้พลังทวีคูณ (LEVERAGE) อย่างไร
**ทำอย่างไร จะหางานหรือสร้างงานที่ตนรัก
**จะรู้ได้อย่างไร ตนมีจุดแข็งอะไร
**ทำอย่างไร พัฒนาการเป็นผู้นำ
**ตัวอย่าง Dream List
**ทำไมคู่ครองจึงเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จในชีวิต
**จะหาคู่ครองที่ถูกต้องได้อย่างไร
**ทำอย่างไร ใช้ดนตรีเป็นส่วนช่วยให้ความสุข และแรงบันดาลใจ
**ฯลฯ (แล้วแต่การสนทนาจะพาไป)

>>มีภาพและวีดีโอประกอบเยอะแยะ ไม่น่าเบื่อ
>>บอกก่อนล่วงหน้า งานนี้จะไม่เป็นทางการมากเหมือนการถูกเชิญไปบรรยายตามบริษัทใหญ่ๆ หรือตอนออกทีวี
>>การแต่งตัว ผมจะขอแต่งแบบสบายๆ แบบมาเจอเพื่อนๆครับ [ขาสั้น แต่ยังหล่อ ;)]


วันเสาร์ที่ 2 เมษายน 2554 เวลา 15.00-16.00 น.
สถานที่ เวทีกิจกรรม Hall A ศูนย์สิริกิติ์ (งานสัปดาห์หนังสือ)
เซ็นหนังสือ & ถ่ายรูป 16.00-17.30 น. (ที่บู้ธซีเอ็ด, V08 โซนพลาซ่า)
ค่าบัตร ฟรี (ขอให้ตรงเวลา)

Sunday, March 6

ดังหรือไม่ดัง

ผมกับประสบการณ์ใหม่ที่งาน Seed Award

ในฐานะนักดนตรีคลาสสิก น้อยครั้งที่จะมีใครคิดถึงเราว่า "cool" หรือ “เท่ห์”

จริงๆแล้ว คนบางกลุ่มเขา“ไม่คิดถึง”เราเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเท่ห์หรือไม่เท่ห์ พูดง่ายๆ ไม่ให้ความสนใจเลย (ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่)

เป็นเพราะดนตรีฟังกันในวงแคบ นักดนตรีคลาสสิกซ้อมเยอะแต่คนดูน้อย ไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงในวงกว้างเท่าไรนัก ยกเว้นจะดังสุดขีดในเวทีโลกจนกลายเป็น Pop Idol อย่าง โยโยมา หรือ Lang Lang (คุณกำลังคิด “ใครอ่ะ”...เห็นมั๊ย ขนาดสุดยอดขนาดนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักเลย)

“คนบางกลุ่ม” ที่ไม่คิดถึงนักดนตรีคลาสสิกแน่ๆ ก็คือ กลุ่มวัยรุ่นที่กรี๊ดกร๊าดดาราดังๆ หรือนักร้องเกาหลี

คำว่า cool หรือ เท่ห์ ส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้ใช้กับดาราหล่อๆสวยๆ ดังๆ หรือ Rock stars

ผมรู้สึกว่า ตน “cool” ขึ้นมาอีกนิด ก็ตอนถูกเชิญไปประกาศรางวัลให้กับ SEED AWARD ครั้งที่ 6 ไม่กี่วันที่ผ่านมา (3 มีนาคม 2554)

ผู้จัดให้เกียรติผมประกาศรางวัลสองรางวัลสุดท้าย

ผู้ประกาศรางวัลท่านอื่นที่ขึ้นประกาศก่อนหน้าผม พูดชื่อก็ต้องร้อง อ๋อ ในสังคมไทย เช่น คุณมาช่า คุณทาทายัง

ที่ได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวคือคุณโดม ปกรณ์ ลัม

ประทับใจในตัวเขามากกับความสุภาพและให้เกียรติ เจอหน้าก็เดินเข้ามาทักทายสวัสดีผมเลย

(บอกตรงๆว่าผมเชยขนาดก่อนหน้านั้นยังไม่รู้จักเขาเลย ขนาดเขาตามผมใน twitter อยู่ด้วย )

แถมยังบอกอีกว่า เป็นแฟนหนังสือผม เล่มที่เขาอ่านคือ “กฎแห่งความโชคดี”



ผมยืนอยู่หลังเวที พอดีประกาศเป็นคนสุดท้าย ก็ได้สังเกตกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นคนดู (คงอายุไม่เกิน 22 เป็นส่วนใหญ่) กรี๊ดเสียงดัง

พอพูดชื่อ ทาทายัง ...กรี๊ดดดดด

มาช่า...กรี๊ดดดดด

โดม ปกรณ์ ลัม ...กรี๊ดดดดด

พอถึงคิวผม ผู้ประกาศก็เกริ่นนำซะดี “ต่อไปนี้ท่านจะได้พบกับ วาทยกรไทยคนแรกที่...... บัณฑิต อึ้งรังษี”

ผมได้ยินเสียงความคิดของคนดู ดังจนน่าใจหาย...“ใครอ่ะ”

ตามมาด้วยเสียงปรบมืออย่างสุภาพ

(คิดเข้าข้างตนเองว่า จากบนเวทีคงได้ยินเสียงคนกรี๊ดไม่ค่อยชัด)

พอขึ้นเวที ผมเกริ่นนำว่า

“วันนี้เป็นประสบการณ์ใหม่ของผม เพราะปกติเวลาขึ้นเวทีแสดงคอนเสิร์ต ทั้งผู้ฟังและนักดนตรีลูกวงผม 60-70 คนบนเวที ส่วนใหญ่แล้วอายุเกิน 50 ปี (ในอเมริกาและยุโรป) ไม่ค่อยได้สัมผัสกับคนฟังหนุ่มๆสาวๆ”

เป็นความฝันของนักดนตรีคลาสสิกทุกคน ที่จะเข้าถึงหัวใจของคนรุ่นใหม่ได้

มันเกิดขึ้นในจีน เกาหลี ญี่ปุ่น แต่เมืองไทยยังน้อย

สำหรับผม ดนตรีแนวที่ผมเล่น เข้าถึงใจคนไทยไม่ได้ แต่หนังสือที่ผมเขียนทำได้ก็ยังดี

มันเป็น “โชคดี”ของผมอย่างหนึ่งที่ 5-6 ปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสถ่ายทอดความคิดในรูปของหนังสือให้กับคนไทยรุ่นใหม่

เท่าที่ทราบ ไม่มีนักดนตรีคลาสสิกคนไหนในโลกที่เผยแพร่หนังสือได้เกือบ 500,000 เล่ม

ปกติซีดีของนักดนตรีคลาสสิกแม้ดังๆแบบอินเตอร์ ขายได้ 3000 แผ่นทั่วโลกก็ดีใจแล้ว

ไม่ต้องคิดเรื่องเขียนหนังสือเลย เจ๊งแน่ เพราะคนทั่วไปไม่รู้จัก มีแค่คนในวงการเท่านั้นที่เคยได้ยินชื่อ

การได้เข้าถึงหัวใจคนชาติเดียวกันนั้น เป็นอะไรที่ผมใฝ่ฝันในตลอดช่วงเวลายี่สิบปีที่ทำมาหากินเมืองนอก

นึกไม่ถึงว่า มันจะไม่ได้เป็นในรูปแบบของดนตรีที่เราฝึกฝนมาครึ่งชีวิต แต่กลับเป็นไปในรูปของหนังสือ !