
Monday, June 15
Thursday, May 7
The Power of Imagination
The
Power of Imagination
Imagination rules the world -- Albert Einstein
จินตนาการครองโลก
Imagination is more powerful than knowledge. – Albert Einstein
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
จะไม่มีใครที่เข้าใจถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของการจินตนาการ เท่ากับคนที่ใช้มันมาแล้ว มันเป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่ยังไม่เคยเกิดมาก่อน และมักจะเกิดจากการไม่พอใจในสภาวะเดิม ๆ ที่ไม่ดี
มันเป็นความลับชิ้นหนึ่ง ในการสร้างสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ โดยการออกแรงน้อยกว่า
ความลับชิ้นนี้ ไอน์สไตน์เข้าใจและพยายามบอกเรา
ผมก็ได้เข้าใจจากเรียนรู้ที่จะใช้มัน ในระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา
ในฐานะคนที่ใช้พลังแห่งการจินตนาการสร้างหลายสิ่งให้เป็นความจริงในชีวิต ผมรับประกันได้ว่า...
คนที่มีความสามารถหรือต้นทุนชีวิตน้อย แต่มีจินตนาการ
ดีกว่า
คนที่มีความสามารถหรือต้นทุนชีวิตมาก แต่ไม่มีจินตนาการ
ผมเป็นคนประเภทแรก และอยากจะใช้สื่อการ์ตูนสอนเด็กไทยรุ่นใหม่ให้เห็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ของการใช้จินตนาการ
ให้พวกเขาเข้าใจว่า..
ตราบใดที่จินตนาการของเขาชัดเจน และ "ใช่"ต้วตนของเขา ความสามารถในการทำให้จินตนาการนั้นเป็นความจริง พัฒนากันได้
ผมรู้อย่างแน่นอนว่า...อะไรก็ตามที่ผมทำสำเร็จ ที่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นไปได้
ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพรสวรรค์ทางดนตรี เพราะคนที่มีพรสวรรค์มากกว่าผมก็มีอยู่มากมายในโลกนี้
ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะต้นทุนทางครอบครัว เพราะนักดนตรีคลาสสิกที่ร่ำรวยกว่า ฉลาดกว่าผม ก็มีอยู่มากมายในโลกนี้
แต่เกิดขึ้นจากสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
นั่นคือ...
พลังแห่งการจินตนาการ
ตัวอย่างเช่น....
- ตอนเป็นวัยรุ่น เราชินตากับการที่ฝรั่งมาคอนดักท์คนไทย เป็นหัวหน้าคนไทย
...เป็นภาพที่ผมไม่ค่อยพอใจ
ในหัวผมเริ่มจินตนาการเห็นภาพที่ไม่เคยมีนักดนตรีคนไหนคิดมาก่อน คือ ผมคนไทยคอนดักท์ฝรั่งทั้งวง (ซึ่งผมทำมาเกือบ 20 ปีและเกือบ 400 คอนเสิร์ตแล้ว)
- ผมเคยตัวสั่นเมื่อต้องไปยืนต่อหน้าเพื่อนหน้าชั้น
...เป็นภาพที่ผมไม่ค่อยพอใจ
ผมจึงจินตนาการว่า วันหนึ่งผมจะยืนต่อหน้าฝรั่งทั้งวง และบอกเขาว่า ต้องเล่นดนตรีอย่างไร (จึงทำให้ต้องพยายามพัฒนาความสามารถในการพูดในสาธารณชน และการพูดภาษาอังกฤษ)
- ตอนเป็นเด็ก ผมดูทีวี หรือสื่อต่างประเทศ ไม่ค่อยมีคนไทยได้รับการยกย่อง ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวไม่ดี
ผมจินตนาการในหัวว่า ผมจะได้ลงปกหนังสือพิมพ์สำคัญ ๆ ต่าง ๆ ของโลก ในเรื่องที่ดี และเรื่องที่ทำชื่อเสียงให้ประเทศ
- ตอนเป็นวัยรุ่น ผมเดินผ่านแผงหนังสือต่าง ๆ ก็จะเห็นว่า คนได้ลงปกนิตยสาร มักจะเป็นคนรวย ดารานักร้อง หรือคนที่มีชาติตระกูล เป็นเจ้าของกิจการตั้งแต่ยังหนุ่ม นักดนตรีคลาสสิกไทยก็รู้จักกันอยู่ในวงแคบมาก
ผมไม่พอใจ คิดว่ามันไม่แฟร์ ...
...ผมจินตนาการว่า ตนเองจะลงปกนิตยสารต่าง ๆ จากการเป็น "ตัวตน" ของตนเอง คือคอนดักเตอร์ (เป็นเรื่องที่ ทุกคนคิดว่า "เป็นไปไม่ได้" ในตอนนั้น แต่ตราบใดที่ในหัวของเรา เราจินตนาการได้ "มันก็เป็นไปได้" )
- นักดนตรีคลาสสิก ไม่ว่าที่ไหนในโลก ไม่ว่าจะดังแค่ไหน ไม่ค่อยมีใครรู้จักในระดับ star
ผมจินตนาการว่า ผมจะมีแฟน ๆ รุมล้อมในแต่ละครั้งที่ปรากฎตัวในสาธารณชนแต่ละครั้ง (ไม่น่าจะเป็นไปได้ ไม่ว่าที่ไหนในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมืองไทย แต่ก็เป็นไปแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า สำหรับนักดนตรีคลาสสิกคนนี้)
- ยิ่งไปกว่านั้น คอนดักเตอร์ ไม่ว่าจะในประเทศไหน จะไม่ค่อยมีแฟน ๆ สนใจหวือหวา เท่าคนที่เล่นดนตรีเดี่ยว (เช่น star pianist, star violinist) เพราะภาพเป็นคนแก่คุมวง หรือเป็นอาจารย์
พูดง่าย ๆ คนทั่วไปไม่ค่อยสนใจคอนดักเตอร์ ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาทำ เท่ากับนักดนตรีที่เล่นเครื่องดนตรี หรือนักร้อง
ผมจินตนาการว่า จะเป็นคอนดักเตอร์คนแรก ๆ ที่มีฐานแฟนแน่นหนา มีอะไรน่าตื่นเต้น เดินไปไหนมีคนรุมล้อมขอลายเซ็น อยู่ในระดับ celebrity ไม่ใช่อาจารย์ประจำ
- ตอนเรียนที่อเมริกา ผมสังเกตเห็นว่า คนที่ควงสาวฝรั่งสวย ๆ ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายฝรั่ง รูปร่างสูงใหญ่ ร่ำรวย เรียนเก่ง หรือไม่ก็เห็นชายฝรั่งควงสาวไทย
...ผมจินตนาการเห็นภาพตนเอง ได้สาวฝรั่งสวย ๆ มาเป็นคู่ครอง (เป็นความชอบส่วนตัว...จริง ๆ แล้วสาวไทยสวย ๆ ก็มีมากมาย ไม่น้อยหน้าชาติใดเลย)
- คนไทยติดภาพว่า นักดนตรีหรือ ศิลปินไทย ไส้แห้ง ดูโทรม ๆ
...ผมจินตนาการ เห็นภาพว่า เป็นนักดนตรีที่มีฐานะ มีกินมีใช้สบาย ๆ มีคนเชิญไปแสดงทั่วโลก พักโรงแรมห้าดาว บินชั้นหนึ่ง ได้รับการปฏิบัติต่อ อย่าง VIP เป็นคนที่คนสังคมไทยนับถือยกย่อง
ทุกสิ่งที่ผมกล่าวมานี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผมเก่งกว่าคนอื่น หรือมีความสามารถมากกว่าเป็นทุนเดิม
ความสามารถทุกอย่างพัฒนาตามมา เมื่อจินตนาการชัดเจน ว่าอยากให้อะไรเกิดขึ้น
แม้สิ่งนั้น ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกนี้เลยก็ตาม
นี่แหละครับ
พลังแห่งจินตนาการ
Wednesday, April 29
ช่อง 9 พรุ่งนี้เช้า
วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2552
เวลา 6:30 น.
ช่อง 9 รายการเช้าข่าวข้นคนข่าวเช้า
Sunday, April 26
Perfect Sunday
Tuesday, April 21
Saturday, April 11
อนาคตของประเทศเรา
ผมเห็นในทีวี ช่อง CNN กับ BBC ข่าวเกี่ยวกับประเทศไทย
เห็นคนไทยรบกันเอง และทำลายประเทศ
ภาพพจน์ประเทศย่ำแย่
สายตาที่โลกมองคนไทยนั้น บอกตรง ๆ ว่า ผมอายมาก!
เมื่อไหร่ที่เหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้ผ่านไป
สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำ คือ สอนคนไทยรุ่นใหม่
คนที่มีความเคารพกฎหมาย--respect the rules of laws.
เราสร้างอนาคตด้วยการสร้างคน
วันนี้ หัวใจผมร้องไห้ !
Thursday, April 9
“ผจญภัย” ในอิตาลี

เล่าเรื่อง การ "ผจญภัย" ในอิตาลี
สัปดาห์นี้ ผมมากำกับวงออร์เคสตร้าที่ประเทศอิตาลี
ลงจากเครื่องบินที่มิลาน ก็ได้เรื่องทันที
ก่อนจะเรื่องว่า "ได้เรื่อง" อย่างไร ขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองมิลานก่อน
ผมเคยเล่าไปแล้วว่า* มิลานเป็นเมืองของอิตาลีที่ผมไม่ชอบเอามาก ๆ เพราะเป็นเมืองที่มีบรรยากาศทำให้ผู้คนรู้สึกเศร้าหมอง ด้วยเหตุผลหลายประการ และไม่ใช่ผมรู้สึกคนเดียว คนอิตาเลียนหลายคนก็พูดเหมือนผม เพื่อนชาวอิตาเลียนของผมหลายคน ใช้คำว่า "brutto" (ugly) ในการบรรยายถึงเมืองมิลาน อาจเป็นเพราะว่า มี smog อยู่เสมอ บรรยากาศครึ้ม ๆ มืด ๆ ทึม ๆ ตลอดเวลา ตึกรามบ้านช่องก็ไม่ค่อยมีสีสดใส มองไปทางไหน ผู้คนก็ไม่ค่อยยิ้มแย้มแจ่มในเหมือนที่ผมเคยเห็นในเมืองอื่น ๆ ของอิตาลี
สองสามปีก่อน ผมกับครอบครัวเคยอยู่มิลานเป็นเวลานานหลายเดือน เพราะมีงานที่อิตาลีบ่อย จึงใช้มิลานเป็นศูนย์กลางของการทำงานอยู่พักหนึ่ง
ต้องยอมรับว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เป็น "หลุมดำ" ของชีวิตผมกับครอบครัวในต่างประเทศเลยทีเดียว !
เมืองมิลานเป็นเมืองธุรกิจ เป็นเมืองใหญ่ที่มีคนเข้ามาทำงานจากต่างประเทศมากมายในทุกระดับชั้น มีคนระดับกรรมกรจำนวนมากมาจากอัฟริกาและเอเชีย โดยเฉพาะคนจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจนอพยพเข้ามา ทำมาหาเลี้ยงชีพในระดับกรรมกร หรือขายของถูก หรือเปิดร้านอาหาร
เป็นเพราะว่าผมมีเพื่อนสนิทหลายคนเป็นคนอิตาเลียน จึงพอจะเข้าใจมุมมองของคนอิตาเลียนที่มีต่อชาวจีนที่มีทำมาหากินในประเทศของเขา
หลายคนบ่นว่า คนจีนมาทำให้ประเทศของเขาดูไม่สวยไม่งาม (ยกเว้นจากมิลานแล้ว เมืองอื่น ๆ ในอิตาลี ไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็กเมืองใหญ่ มีความสวยงามมาก เขาจะเอาใจใส่ แล้วให้ความสำคัญกับความสวยงามของตึกรามบ้านช่องมาก) เพราะเวลาคนจึนมาเปิดร้านขายของถูก ๆ ที่นำเข้ามาจากเมืองจีน ก็ไม่สนใจทำหน้าร้านให้สวยงาม ส่วนใหญ่ร้านค่อนข้างจะดูยุ่งเหยิง
คนอิตาเลียนประเภทที่ไม่ค่อยมีการศึกษา หรือ ไม่ค่อยได้เจอคนเอเชีย ก็จะแยกแยะไม่ออกว่า คนเอเชียมีหลายประเภท และหลายระดับ แต่กลายเป็นว่าบางคนมองคนเอเชียด้วยสายตาดูถูก และบางครั้งก็แสดงออกถึงทัศนคติอย่างนั้น
ตอนนี้มาเข้าเรื่องว่าผม "ได้เรื่อง" อย่างไร
ครั้งนี้ ผู้จัดการวงไม่ได้ส่งคนมารับ ผมออกจากสนามบินจึงขึ้นรถเวียน (shuttle bus) เพื่อจะไปต่อรถไฟที่สถานีรถไฟกลางของเมืองมิลาน
พอก้าวขึ้นรถบัส ก็ถูกดักโดยคนขับรถบัส แต่งตัวปอน ๆ สกปรกนิดหน่อย
แล้วก็พูดเป็นภาษาอิตาเลียน ไล่เหมือนหมูเหมือนหมาว่า "ลงไปก่อน ยังขึ้นมาไม่ได้ ไป ไป ไป"
คงเป็นเพราะเขาคิดว่า ผมเป็นคนจีนที่พูดภาษาเขาไม่ได้ อยู่ในประเทศเขา เป็นพลเมืองชั้นสอง
หน้าตาผมก็เหมือนคนจีนอยู่แล้ว ก็ไม่แปลกที่เขาจะคิดอย่างนั้น
แต่ที่ "รับไม่ได้" ก็คือ การปฏิบัติต่อชาวต่างชาติ (เอเชีย) อย่างหยาบคาย
และเขาก็คงไม่ทราบด้วยว่า ผมพูดภาษาอิตาเลียนได้พอสมควร
แน่นอน ถึงตอนนั้นผมก็เริ่มฉุน
จึงจ้องหน้าคนขับรถคนนั้นแบบดุ ๆ แล้วพูดเสียงกร้าวตอบว่า "Gentile, per favore!"
แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Nicely, please!
หรือ ภาษาไทย "พูดดี ๆ ก็ได้ครับ (โว้ย) !"
คนขับรถคนนั้น เปลี่ยนกิริยามารยาททันที และกล่าวเสียงอ่อย ๆ ว่า
"Parla italiano!" หรือ "อ้าว พูดอิตาเลียนได้ด้วย !"
จากนั้นก็พูดจาดีขึ้นมาก
มีอีกครั้ง ไปทานอาหารที่ร้านอาหารหรู ๆ ในประเทศอิตาลี
เจ้าของร้าน เห็นผม ก็คงนึกอีกว่าเป็นคนจีนเข้ามาเร่ขายของในร้านเขา หรือ ประเภทไม่ค่อยมีสตางค์
เห็นผมเข้ามา เขาก็ทำท่าที "ข่ม"ทันที คุยกับเราเหมือนกับเราอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าของสังคม
ผมยอมไม่ได้ !
ระหว่างนั่งรออาหาร ผมเอาโน้ตของคอนดักเตอร์ที่เรียกว่า Score มากางเปิดเพื่อทบทวนบทเพลงที่ต้องคอนดักท์ในคืนนั้น
เจ้าของร้านเห็นก็สนใจ เข้ามาถามว่าผมเป็นภาษาอิตาเลียนว่า เล่นดนตรีอะไร
ผมบอกว่าเป็น Direttore d'orchestra หรือ คอนดักเตอร์
เขาตกใจ ไม่นึกว่า คนเอเชียคนนี้กำลังจะควบคุมวงออร์เคสตร้าประจำเมืองของเขา
น้ำเสียง และ กิริยามารยาทเปลี่ยนไปทันที
และเริ่มคุยกันแบบให้เกียรติมากขึ้น
(ในยุโรป คอนดักเตอร์ได้รับการให้เกียรติจากสังคมพอสมควร ถือเป็นอาชีพที่ทุกคนรู้จักหมดว่าทำอะไร และมีความสำคัญทางวัฒนธรรมอย่างไร ในบางประเทศ เช่นเยอรมนีตะวันออกในสมัยก่อนรวมตัว คอนดักเตอร์เคิร์ท มาซัวร์ (Kurt Mazur) กล่าวกันว่า มีความสำคัญเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากประธานาธิบดีของประเทศนั้น)
*เล่าในหนังสือ "๓๐ วิธีเอาชนะโชคชะตา"