Thursday, May 7

The Power of Imagination

The
Power of Imagination

Imagination rules the world -- Albert Einstein

จินตนาการครองโลก

Imagination is more powerful than knowledge. – Albert Einstein

จินตนาการสำคัญกว่าความรู้


 

จะไม่มีใครที่เข้าใจถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของการจินตนาการ เท่ากับคนที่ใช้มันมาแล้ว มันเป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่ยังไม่เคยเกิดมาก่อน และมักจะเกิดจากการไม่พอใจในสภาวะเดิม ๆ ที่ไม่ดี

มันเป็นความลับชิ้นหนึ่ง ในการสร้างสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ โดยการออกแรงน้อยกว่า

ความลับชิ้นนี้ ไอน์สไตน์เข้าใจและพยายามบอกเรา

ผมก็ได้เข้าใจจากเรียนรู้ที่จะใช้มัน ในระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา


 

ในฐานะคนที่ใช้พลังแห่งการจินตนาการสร้างหลายสิ่งให้เป็นความจริงในชีวิต ผมรับประกันได้ว่า...


 

คนที่มีความสามารถหรือต้นทุนชีวิตน้อย แต่มีจินตนาการ

ดีกว่า

คนที่มีความสามารถหรือต้นทุนชีวิตมาก แต่ไม่มีจินตนาการ


 

ผมเป็นคนประเภทแรก และอยากจะใช้สื่อการ์ตูนสอนเด็กไทยรุ่นใหม่ให้เห็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ของการใช้จินตนาการ

ให้พวกเขาเข้าใจว่า..

ตราบใดที่จินตนาการของเขาชัดเจน และ "ใช่"ต้วตนของเขา ความสามารถในการทำให้จินตนาการนั้นเป็นความจริง พัฒนากันได้

ผมรู้อย่างแน่นอนว่า...อะไรก็ตามที่ผมทำสำเร็จ ที่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นไปได้

ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพรสวรรค์ทางดนตรี เพราะคนที่มีพรสวรรค์มากกว่าผมก็มีอยู่มากมายในโลกนี้

ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะต้นทุนทางครอบครัว เพราะนักดนตรีคลาสสิกที่ร่ำรวยกว่า ฉลาดกว่าผม ก็มีอยู่มากมายในโลกนี้

แต่เกิดขึ้นจากสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นั่นคือ...

พลังแห่งการจินตนาการ


 

ตัวอย่างเช่น....

  1. ตอนเป็นวัยรุ่น เราชินตากับการที่ฝรั่งมาคอนดักท์คนไทย เป็นหัวหน้าคนไทย

    ...เป็นภาพที่ผมไม่ค่อยพอใจ

    ในหัวผมเริ่มจินตนาการเห็นภาพที่ไม่เคยมีนักดนตรีคนไหนคิดมาก่อน คือ ผมคนไทยคอนดักท์ฝรั่งทั้งวง (ซึ่งผมทำมาเกือบ 20 ปีและเกือบ 400 คอนเสิร์ตแล้ว)


     

  2. ผมเคยตัวสั่นเมื่อต้องไปยืนต่อหน้าเพื่อนหน้าชั้น

    ...เป็นภาพที่ผมไม่ค่อยพอใจ

    ผมจึงจินตนาการว่า วันหนึ่งผมจะยืนต่อหน้าฝรั่งทั้งวง และบอกเขาว่า ต้องเล่นดนตรีอย่างไร (จึงทำให้ต้องพยายามพัฒนาความสามารถในการพูดในสาธารณชน และการพูดภาษาอังกฤษ)


     

  3. ตอนเป็นเด็ก ผมดูทีวี หรือสื่อต่างประเทศ ไม่ค่อยมีคนไทยได้รับการยกย่อง ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวไม่ดี

    ผมจินตนาการในหัวว่า ผมจะได้ลงปกหนังสือพิมพ์สำคัญ ๆ ต่าง ๆ ของโลก ในเรื่องที่ดี และเรื่องที่ทำชื่อเสียงให้ประเทศ


     

  4. ตอนเป็นวัยรุ่น ผมเดินผ่านแผงหนังสือต่าง ๆ ก็จะเห็นว่า คนได้ลงปกนิตยสาร มักจะเป็นคนรวย ดารานักร้อง หรือคนที่มีชาติตระกูล เป็นเจ้าของกิจการตั้งแต่ยังหนุ่ม นักดนตรีคลาสสิกไทยก็รู้จักกันอยู่ในวงแคบมาก


     

    ผมไม่พอใจ คิดว่ามันไม่แฟร์ ...

    ...ผมจินตนาการว่า ตนเองจะลงปกนิตยสารต่าง ๆ จากการเป็น "ตัวตน" ของตนเอง คือคอนดักเตอร์ (เป็นเรื่องที่ ทุกคนคิดว่า "เป็นไปไม่ได้" ในตอนนั้น แต่ตราบใดที่ในหัวของเรา เราจินตนาการได้ "มันก็เป็นไปได้" )


     

  5. นักดนตรีคลาสสิก ไม่ว่าที่ไหนในโลก ไม่ว่าจะดังแค่ไหน ไม่ค่อยมีใครรู้จักในระดับ star

    ผมจินตนาการว่า ผมจะมีแฟน ๆ รุมล้อมในแต่ละครั้งที่ปรากฎตัวในสาธารณชนแต่ละครั้ง (ไม่น่าจะเป็นไปได้ ไม่ว่าที่ไหนในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมืองไทย แต่ก็เป็นไปแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า สำหรับนักดนตรีคลาสสิกคนนี้)


 

  1. ยิ่งไปกว่านั้น คอนดักเตอร์ ไม่ว่าจะในประเทศไหน จะไม่ค่อยมีแฟน ๆ สนใจหวือหวา เท่าคนที่เล่นดนตรีเดี่ยว (เช่น star pianist, star violinist) เพราะภาพเป็นคนแก่คุมวง หรือเป็นอาจารย์

    พูดง่าย ๆ คนทั่วไปไม่ค่อยสนใจคอนดักเตอร์ ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาทำ เท่ากับนักดนตรีที่เล่นเครื่องดนตรี หรือนักร้อง

    ผมจินตนาการว่า จะเป็นคอนดักเตอร์คนแรก ๆ ที่มีฐานแฟนแน่นหนา มีอะไรน่าตื่นเต้น เดินไปไหนมีคนรุมล้อมขอลายเซ็น อยู่ในระดับ celebrity ไม่ใช่อาจารย์ประจำ


     

  2. ตอนเรียนที่อเมริกา ผมสังเกตเห็นว่า คนที่ควงสาวฝรั่งสวย ๆ ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายฝรั่ง รูปร่างสูงใหญ่ ร่ำรวย เรียนเก่ง หรือไม่ก็เห็นชายฝรั่งควงสาวไทย

    ...ผมจินตนาการเห็นภาพตนเอง ได้สาวฝรั่งสวย ๆ มาเป็นคู่ครอง (เป็นความชอบส่วนตัว...จริง ๆ แล้วสาวไทยสวย ๆ ก็มีมากมาย ไม่น้อยหน้าชาติใดเลย)


     

  3. คนไทยติดภาพว่า นักดนตรีหรือ ศิลปินไทย ไส้แห้ง ดูโทรม ๆ

    ...ผมจินตนาการ เห็นภาพว่า เป็นนักดนตรีที่มีฐานะ มีกินมีใช้สบาย ๆ มีคนเชิญไปแสดงทั่วโลก พักโรงแรมห้าดาว บินชั้นหนึ่ง ได้รับการปฏิบัติต่อ อย่าง VIP เป็นคนที่คนสังคมไทยนับถือยกย่อง


     


     

ทุกสิ่งที่ผมกล่าวมานี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผมเก่งกว่าคนอื่น หรือมีความสามารถมากกว่าเป็นทุนเดิม


 

ความสามารถทุกอย่างพัฒนาตามมา เมื่อจินตนาการชัดเจน ว่าอยากให้อะไรเกิดขึ้น


 

แม้สิ่งนั้น ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกนี้เลยก็ตาม


 

นี่แหละครับ


 

พลังแห่งจินตนาการ

Wednesday, April 29

ช่อง 9 พรุ่งนี้เช้า

พรุ่งนี้เช้าพบกับผม และ สามผู้ประกาศข่าวชื่อดัง คุณกนก รัตน์วงศ์สกุล, คุณจอมขวัญ หลาวเพ็ชร และคุณสุวิช สุทธิประภา ในช่วง ตอมแมลงวัน (6.30 น.) กับประเด็นข่าวที่ผมให้ความสนใจ และมุมมองเกี่ยวกับหนังสือ ทางช่อง 9 ในรายการเช้าข่าวข้นคนข่าวเช้า ในเช้าวันที่30 เมษายน

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2552
เวลา 6:30 น.
ช่อง 9 รายการเช้าข่าวข้นคนข่าวเช้า

Sunday, April 26

Perfect Sunday

หมู่นี้ไม่มีสมาธิทำงาน เพราะลูกสามคนน่ารักสุด ๆ วัน ๆ ผมไม่ทำอะไร นั่งมองเขาเล่น หรือเล่นกับเขา แล้วก็ตามถ่ายวีดีโอ นี่เป็นตัวอย่างบางอัน

Saturday, April 11

อนาคตของประเทศเรา

วันนี้เป็นวันที่เศร้าที่สุดวันหนึ่งของผม

ผมเห็นในทีวี ช่อง CNN กับ BBC ข่าวเกี่ยวกับประเทศไทย

เห็นคนไทยรบกันเอง และทำลายประเทศ

ภาพพจน์ประเทศย่ำแย่

สายตาที่โลกมองคนไทยนั้น บอกตรง ๆ ว่า ผมอายมาก!

เมื่อไหร่ที่เหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้ผ่านไป

สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำ คือ สอนคนไทยรุ่นใหม่

คนที่มีความเคารพกฎหมาย--respect the rules of laws.

เราสร้างอนาคตด้วยการสร้างคน

วันนี้ หัวใจผมร้องไห้ !

Thursday, April 9

“ผจญภัย” ในอิตาลี



เล่าเรื่อง การ "ผจญภัย" ในอิตาลี

สัปดาห์นี้ ผมมากำกับวงออร์เคสตร้าที่ประเทศอิตาลี

ลงจากเครื่องบินที่มิลาน ก็ได้เรื่องทันที

ก่อนจะเรื่องว่า "ได้เรื่อง" อย่างไร ขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองมิลานก่อน

ผมเคยเล่าไปแล้วว่า* มิลานเป็นเมืองของอิตาลีที่ผมไม่ชอบเอามาก ๆ เพราะเป็นเมืองที่มีบรรยากาศทำให้ผู้คนรู้สึกเศร้าหมอง ด้วยเหตุผลหลายประการ และไม่ใช่ผมรู้สึกคนเดียว คนอิตาเลียนหลายคนก็พูดเหมือนผม เพื่อนชาวอิตาเลียนของผมหลายคน ใช้คำว่า "brutto" (ugly) ในการบรรยายถึงเมืองมิลาน อาจเป็นเพราะว่า มี smog อยู่เสมอ บรรยากาศครึ้ม ๆ มืด ๆ ทึม ๆ ตลอดเวลา ตึกรามบ้านช่องก็ไม่ค่อยมีสีสดใส มองไปทางไหน ผู้คนก็ไม่ค่อยยิ้มแย้มแจ่มในเหมือนที่ผมเคยเห็นในเมืองอื่น ๆ ของอิตาลี

สองสามปีก่อน ผมกับครอบครัวเคยอยู่มิลานเป็นเวลานานหลายเดือน เพราะมีงานที่อิตาลีบ่อย จึงใช้มิลานเป็นศูนย์กลางของการทำงานอยู่พักหนึ่ง

ต้องยอมรับว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เป็น "หลุมดำ" ของชีวิตผมกับครอบครัวในต่างประเทศเลยทีเดียว !

เมืองมิลานเป็นเมืองธุรกิจ เป็นเมืองใหญ่ที่มีคนเข้ามาทำงานจากต่างประเทศมากมายในทุกระดับชั้น มีคนระดับกรรมกรจำนวนมากมาจากอัฟริกาและเอเชีย โดยเฉพาะคนจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจนอพยพเข้ามา ทำมาหาเลี้ยงชีพในระดับกรรมกร หรือขายของถูก หรือเปิดร้านอาหาร

เป็นเพราะว่าผมมีเพื่อนสนิทหลายคนเป็นคนอิตาเลียน จึงพอจะเข้าใจมุมมองของคนอิตาเลียนที่มีต่อชาวจีนที่มีทำมาหากินในประเทศของเขา

หลายคนบ่นว่า คนจีนมาทำให้ประเทศของเขาดูไม่สวยไม่งาม (ยกเว้นจากมิลานแล้ว เมืองอื่น ๆ ในอิตาลี ไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็กเมืองใหญ่ มีความสวยงามมาก เขาจะเอาใจใส่ แล้วให้ความสำคัญกับความสวยงามของตึกรามบ้านช่องมาก) เพราะเวลาคนจึนมาเปิดร้านขายของถูก ๆ ที่นำเข้ามาจากเมืองจีน ก็ไม่สนใจทำหน้าร้านให้สวยงาม ส่วนใหญ่ร้านค่อนข้างจะดูยุ่งเหยิง

คนอิตาเลียนประเภทที่ไม่ค่อยมีการศึกษา หรือ ไม่ค่อยได้เจอคนเอเชีย ก็จะแยกแยะไม่ออกว่า คนเอเชียมีหลายประเภท และหลายระดับ แต่กลายเป็นว่าบางคนมองคนเอเชียด้วยสายตาดูถูก และบางครั้งก็แสดงออกถึงทัศนคติอย่างนั้น

ตอนนี้มาเข้าเรื่องว่าผม "ได้เรื่อง" อย่างไร

ครั้งนี้ ผู้จัดการวงไม่ได้ส่งคนมารับ ผมออกจากสนามบินจึงขึ้นรถเวียน (shuttle bus) เพื่อจะไปต่อรถไฟที่สถานีรถไฟกลางของเมืองมิลาน

พอก้าวขึ้นรถบัส ก็ถูกดักโดยคนขับรถบัส แต่งตัวปอน ๆ สกปรกนิดหน่อย

แล้วก็พูดเป็นภาษาอิตาเลียน ไล่เหมือนหมูเหมือนหมาว่า "ลงไปก่อน ยังขึ้นมาไม่ได้ ไป ไป ไป"

คงเป็นเพราะเขาคิดว่า ผมเป็นคนจีนที่พูดภาษาเขาไม่ได้ อยู่ในประเทศเขา เป็นพลเมืองชั้นสอง

หน้าตาผมก็เหมือนคนจีนอยู่แล้ว ก็ไม่แปลกที่เขาจะคิดอย่างนั้น

แต่ที่ "รับไม่ได้" ก็คือ การปฏิบัติต่อชาวต่างชาติ (เอเชีย) อย่างหยาบคาย

และเขาก็คงไม่ทราบด้วยว่า ผมพูดภาษาอิตาเลียนได้พอสมควร

แน่นอน ถึงตอนนั้นผมก็เริ่มฉุน

จึงจ้องหน้าคนขับรถคนนั้นแบบดุ ๆ แล้วพูดเสียงกร้าวตอบว่า "Gentile, per favore!"

แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Nicely, please!

หรือ ภาษาไทย "พูดดี ๆ ก็ได้ครับ (โว้ย) !"

คนขับรถคนนั้น เปลี่ยนกิริยามารยาททันที และกล่าวเสียงอ่อย ๆ ว่า

"Parla italiano!" หรือ "อ้าว พูดอิตาเลียนได้ด้วย !"

จากนั้นก็พูดจาดีขึ้นมาก


มีอีกครั้ง ไปทานอาหารที่ร้านอาหารหรู ๆ ในประเทศอิตาลี

เจ้าของร้าน เห็นผม ก็คงนึกอีกว่าเป็นคนจีนเข้ามาเร่ขายของในร้านเขา หรือ ประเภทไม่ค่อยมีสตางค์

เห็นผมเข้ามา เขาก็ทำท่าที "ข่ม"ทันที คุยกับเราเหมือนกับเราอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าของสังคม

ผมยอมไม่ได้ !

ระหว่างนั่งรออาหาร ผมเอาโน้ตของคอนดักเตอร์ที่เรียกว่า Score มากางเปิดเพื่อทบทวนบทเพลงที่ต้องคอนดักท์ในคืนนั้น

เจ้าของร้านเห็นก็สนใจ เข้ามาถามว่าผมเป็นภาษาอิตาเลียนว่า เล่นดนตรีอะไร

ผมบอกว่าเป็น Direttore d'orchestra หรือ คอนดักเตอร์

เขาตกใจ ไม่นึกว่า คนเอเชียคนนี้กำลังจะควบคุมวงออร์เคสตร้าประจำเมืองของเขา

น้ำเสียง และ กิริยามารยาทเปลี่ยนไปทันที

และเริ่มคุยกันแบบให้เกียรติมากขึ้น

(ในยุโรป คอนดักเตอร์ได้รับการให้เกียรติจากสังคมพอสมควร ถือเป็นอาชีพที่ทุกคนรู้จักหมดว่าทำอะไร และมีความสำคัญทางวัฒนธรรมอย่างไร ในบางประเทศ เช่นเยอรมนีตะวันออกในสมัยก่อนรวมตัว คอนดักเตอร์เคิร์ท มาซัวร์ (Kurt Mazur) กล่าวกันว่า มีความสำคัญเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากประธานาธิบดีของประเทศนั้น)


*เล่าในหนังสือ "๓๐ วิธีเอาชนะโชคชะตา"